วันอังคารที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๔

ผู้กำกับ สน.ไหน ฮ่าๆ ๆ


เรือมาอับปางที่เกาะร้างห่างไกลจากชุมชน ความสนุกสนานที่พึ่งเริ่มต้นเพียงระยะเวลาอันน้อยนิดต้องจบลง ปาร์ตี้ต้องเลิกลา ชาวเกาะออกมาไล่ฆ่าผู้คน เมื่อฝนตกลงมาผีดิบดูดเลือดเจ้าของเกาะยังโผล่มาด้วยความสยอง พวกเขาจะหนีรอดหรือต่อสู้อย่างไร!!! ทางออกของเหตุการณ์เหล่านี้มีคำตอบจาก "ก้านคอกัด" 21 กค นี้ทุกโรงภาพยนตร์...ภาพยนตร์โดย อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต (โจอี้ บอย) ใครคนคงอยากรู้ว่าแร็พเปอร์อารมณ์ดี ผันตัวเองมากำกับภาพยนตร์ได้อย่างไร วันนี้โจอี้มาพร้อมสหายหนุ่มในวัยเรียน เด่น สันธาณ ภูตะคาม principle/managing directorบริษัท mad ทั้งสองคนจะมาก้านคอหรือกัดคุณโปรดติดตาม...


-ทำไมถึงอยากทำหนัง ทำไมถึงอยากเป็นผู้กำกับ?
เขียนเพลง คนเขียนเพลงมีภาพอยู่ในหัวรอเวลาที่จะเอาภาพนั้นออกมา เริ่มจากการกำกับmusic vdeoก่อน กำกับเล่นๆน้องในค่ายอุ่นเครื่องในตัว แต่ที่ฮาสุดคือ รางวัลเกียติยศเกี่ยวกับวงการเพลง คือรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม ปีที่แล้วนี่เอง เพลงราตรีสวัสดิ์ คือเพลงดีอยู่แล้วใครที่ทำต้องได้รับคำชื่นชมแน่นอน เรื่องก้านคอกัด เราเขียนพล็อตเรื่องแล้วมีคนเขียนบท ความยาวของหนังชั่งโมงกว่า

-อุปสรรคในการทำภาพยนตร์?
อุปสรรคมีทุกขั้นตอน เราทำเรื่องแรกก็ผิดคาดจากที่คิดว่างานสบายชิวๆกับสาวๆริมทะเล มีบิกินี่แต่มันโหดร้ายมากกว่านั้น ...
เรามีพลอตในหัว แต่พอเจอกับตัวจริงนี่ยากมาก ...มีคำบอกว่า สัตว์ เด็ก เอฟเฟค สลิง อย่าไปยุ่งมันทำให้การทำงานยากมาก
ในฉากที่มีฝน เราต้องมีรถน้ำใช้มือฉีดไปเรื่อยๆ ฝนตกเวลาถ่ายทำนักแสดงเล่นยาก ลืมตาไม่ขึ้น อุปสรรคมีทุกประการ กระบวนการยาก อุปสรรคการถ่ายทำเยอะ มีเทคนิคอีกเยอะที่เราต้องเรียนรู้

-ทีมงานมีปัญหามั้ย?
ไม่มีครับ ทีมงานช่วยเยอะ เราสบายอย่างคือทีมงานและนักแสดง ทำแล้วไม่ต้องห่วงสู้ไม่ถอย

-ก้านคอกัดแนวไหน?
เรียกยากมาก มีทุกแนวในนั้น เป็นแบบผจญภัย ฮาไม๊ไม่รู้ บางคนก็งง?ถามว่าสนุกมั้ย ก็สนุกดี บางคนก็ชอบ...

-ใครเป็นพระเอก ใครเป็นพระนาง ใครเป็นตัวร้าย!!!
ไม่มีพระเอก ไม่มีนางเอก หนังเรื่องนี้กวนตีนตรงที่ ดาราทุกคนเล่นเป็นตัวเอง

-เวลาสำหรับการถ่ายทำ?
เดือนกว่าๆ หนักสุดนี่16วันถ่ายทำจากสถานที่จริง ถ้ำนี่ที่ระยอง ส่วนทะเล สัตหีบ ถ่ายทะเลเยอะกว่า

-ในการออกแบบโปสเตอร์ ?
เด่น สันธาณเพื่อนสมัยมัธยม ออกแบบให้100กว่าแบบ ต้องจับหนังเวลาเกือบสองชั่วโมงให้ได้แผ่นเดียว หนังเรื่องนี้ครบหมด ทะลึ่ง กวนตีน ตลก บางฉากน่ากลัวด้วย จุดขายเยอะมากใช้เวลานาน แต่เรารู้จักกันมาพอสมควร เลยเข้าใจกันง่ายมาก พอรู้ว่าชอบยังไง หนังเรื่องนี้รับประกันความกวนตีน!

-เพลงประกอบ?
มีเซรากาปอยและปลาการ์ตูนของสิงโตนำโชคจ๊ะ

-มองวงการหนังไทยเป็นอย่างไร?
ฮืมวงการหนังไทยคนเก่งๆและแสบเยอะ มีจุดเปรียบเทียบ ยกตัวอย่างวัยรุ่นบางคนดูแต่หนังฝรั่งหนังแอคชั่นนี้เราสู้ได้ อย่าใช้คำว่าเราไม่มีทุนโปรดใช้คำว่าเราไม่มีเวลา ผู้กำกับทุกคนต้องการเวลามากกว่าเงินทุนด้วยซ้ำ ...เวลาที่ใช้เขียนบทดีดี หนังฝรั่งเรื่องนึงปั่นหลายปีนะครับของไทยนี่สิบหกคิวจบ เค้ามีแรงงานมีทุน แรงงานด้านเวลาเยอะ หากถามว่าคนไทยทำได้มั้บไอ้แบบนั้น ทำได้(ลากเสียงสูง)...สู้ได้ ผู้กำกับเราสู้ได้ เราขาดแค่เรื่องเวลา
ทุนหนังฝรั่งบางเรื่องสร้างของผมได้พันเรื่อง เงินไม่ใช่ตัวแปร หากหนังผมมีเงินหมื่นล้าน คงไม่แตกต่างไปจากนี้ สุดท้ายเราทำหนังสนุก น่าดู มีสไตล์
หลายๆคนมองไม่เห็น ฝรั่งบางคนดูของเราไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ

-คาดหวังกับรายได้มากน้อยแค่ไหน?
เอาใจช่วยเจ้าของสตูดิโอพระนครฟิมล์ได้เงิน มีเงินแล้วจะได้มีโอกาศให้คนได้ทำงานต่อไป... คาดหวังกับคนดูมากกว่า นี่คือที่สุดของคนทำหนัง รายได้อยากได้แต่มันก็คือเรื่องรอง

-กลัวเซ็นเซอร์มั้ย ?
ไม่กลัว บิกินี่คือองค์ประกอบหนังไม่ได้ทะลึ่งด้วย สโลแกนคือ" เห็นงานเป็นลมเห็น นมตาย" ha ha ha
ตอบโจทย์ที่สถานะการณ์พาไปแล้วเกิดขึ้นอะไรกับมัน บิกินี่แค่น้ำจิ้ม ให้ผู้ชายมานั่งดูเราหนึ่งชั่วโมงคงไม่ไหว ทำเพื่อคนดูนะครับบิกินี่!!!

-ฝากอะไรถึงผู้ชมภาพยนต์เรื่องนี้?
อยากให้ลองไปดู เราทำเต็มที่ หนังดูสนุก ไม่จำเป็นต้องเครียด เฮฮาคุณคาดไม่ถึง....


นี่คืองานที่โจอี้ บอยและกลุ่มเพื่อน กล่าวกับCHEEZE LOOKER อีกครั้งว่า งานของพวกเขาไม่ใช่การแข่งขันกีฬา ทุกๆงานหรือหนังทุกเรื่องคืองานศิลปะ มีคุณค่าทางจิตใจของแต่ละคน ไม่ได้มาวิ่งแข่งขันว่าใครเร็วกว่า ใครต่อยชนะ
...ฟังแค่นี้คุณนึกถึงสิ่งใด นายทุนที่ไม่เข้าใจอาจนึกถึงแค่เรื่องเงิน นักการเมืองโกงชาติมาแค่สวัสดีทักทายเพื่อให้กาเบอร์ นักสังคมสงเคาะห์ที่ยังถ่ายรูปเอาหน้ากับเหยื่อที่สูญเสีย หรือแม้กระทั้งเจ้าอาวาสที่ล่วงละเมิดเณร...
หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้คุณหนีปัญหาเหล่านี้ไปได้ เพียงแค่บางอารมณ์ คุณอาจจะพอลืมมัน!!! 21 กค นี้ ก้านคอกัด ทุกโรงภาพยนตร์








โทนี่ รากแก่น


1.ผมชอบยุค 40's 50's 60's การแต่งตัวของผมเป็นแบบworkwear ผ้าvintage ร้องเท้าที่ผมรักตอนนี้มีสองคู่คือ Tricker's และAlden ผมเป็นคนค่อนข้างบ้ารองเท้าสำหรับผมนี้ทั้งหมดของร่างกายคิดว่า รองเท้านี่สำคัญสุด รองเท้าที่สุดแล้ว ...Aldenสวมสบายเท้า ผมเป็นคนเท้ากว้างแต่ไม่ยาวหารองเท้าลำบากมากแต่คู่นี้ใส่พอดีเท้า
วัสดุทำมาจากหนังสะโพกม้าตัวล่ะหนึ่งคู่เท่านั้น สะโพกม้าสามารถใช้ในการขับเคลื่อนให้ม้าวิ่งไปข้างหน้า ลองคิดดูว่ามันจะยืดหยุ่นขนาดไหน ผมดูแลคู่นี้ด้วยการใช้แปรงหางม้าและครีมไขมันขัดรอยหลังจากสวมใส่
ราคาประมาณ27,000 มีอีกอย่างคือกางเกงLevi's 501 เป็นกางเกงdead stock ค้างมาจากสมัยเก่าๆแต่ตัวนี้มันsizeเรา มันต้องคู่กันถึงจะใส่ได้ กางเกงตัวนี้เป็นเนื้อคู่ผมครับ!

1.1ผมชอปปิ้งที่Ekamao Parklane ร้านเจ้าจันทร์

2.การตัดผม หรืออาชีพตัดผม เริ่มจากการที่ผมไปเรียนHightschool ที่Melbourne Australia หลังจากเบื่องานparttimeอื่นๆ เบื่องานบาร์เทนเดอร์ งานเสริฟ์ เลยไปช่วยงานที่ร้านทำผมเพราะเราสนใจและชอบงานแฟชั่นครั้งแรกก็สระผม และดูแลร้าน ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะเป็นช่างตัดผมเพราะเราเรียนทางด้านCreative
และอยากเป็นArt director ตอนที่มาเป็นช่างตัดผมในเมืองไทยผมตื่นเต้นมาก ตัดผมครั้งแรกนี้เดินวนหลายรอบจบไม่ลง( ฮา) กรรไกรที่ผมใช้ได้มาจากพี่ลูกเกดเจ้าของร้าน
สำหรับลูกค้าผมใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง
พยายามไม่เร็วไปกว่านี้เพราะต้องเน้นรายละเอียดและดีไซน์

3.Trend Summer...
ผมขอเดาดีกว่า อืม!ผมว่า สำหรับทรงผมเมืองไทยน่าจะสั้นๆเพราะเมืองไทยมีปัญหาด้านสภาพอากาศ
...อากาศร้อน และเทรนด์สมัยนี้ขึ้นอยู่กับการขายการโฆษณาไม่มีตัวตน อย่างยุค40'sนี้เราจะรู้เลยว่าเป็นแบบนี้ ทรงผมแบบนี้นะ ผมชอบ50-60's นะ...ไม่เนี๊ยบแต่ไม่เก๊ก!!!

4.เรื่องงานแสดงนี้ชอบ ผมชอบเรื่องBIGBOYที่ผมเล่น ผมว่าเป็นงานชิ้นแรกที่ไม่แย่ ประทับใจ ทีมงานดีมาก
ใช้เวลา4เดือนในการworkshopท่าเต้นต่างๆสนุกมากแต่พอผ่านมาแล้วก็ไม่ได้เต้นอีกเลย...ผมยังไม่เบื่อวงการบันเทิงนะ สนุกได้ทำอะไรใหม่ๆเรื่อยๆ

5.idol-inspiration?
ชอบ Jame dean

6.ความรัก?
...มีคนเดียวครับ

THE LION KING

ก่อนที่จะเป็นสิงโต ในวันนี้ ครั้งแรกคือเดินทางไปเกาะช้างครับชอบมาก ไปแจมกับวงดนตรีฝรั่งที่นั้น เล่นไปหลายเพลงมากจนติดใจ พอกลับมากรุงเทพฯมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์หาสถานที่มีทะเล ธรรมชาติหาดทรายขาว มีพระอาทิตย์ตกสวยๆ มาลงตัวที่จังหวัดภูเก็ต ผมเดินทางไปกับเพื่อนอีกคน เพื่อนก็ดีนั่งไปกับเรา แต่กลับมาก่อน ไปถึงภูเก็ตนี้ยังไม่รู้ว่ามาถึงแล้วโทรไปสอบถามเส้นทางตลอดเลย เพราะภูเก็ตไม่ต้องนั่งเรือข้าม ไม่เหมือนเกาะอื่นๆ ถึงแล้วก็ติดต่อไปเล่นที่ร้าน…ที่แรกเป็นร้านโคโยตี้มีผู้หญิงโชว์ แล้วก็จะมีผมไปร้องทุกคนก็ทำหน้างง( h a h a ) เพราะเราอยากเล่นดนตรีมากๆอยู่ร้านนี้ไม่นานก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆเล่นแทบทุกที่ …และมาได้เจอกับเพื่อนอีกคนที่เขาทำอาหารอร่อยผมจึงมีความคิดว่า เราน่าจะเปิดร้าน ให้เพื่อนทำอาหาร ส่วนผมก็เล่นดนตรีและดูแลลูกค้า ลงขันกันคนละห้าพันบาท เราทำโคมไฟเองจากวัสดุธรรมดาๆ ตัดโฟมมาทำ ผมต่อไฟเอง ร้านของผมนี้ตอนกลางวันดูไม่ได้เลย แต่พอดวงอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ร้านผมก็ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน(ha ha ) จากที่วางแผนไว้จะอยู่แค่สามเดือน พอได้สัมผัสจริงๆนี่เวลาล่วงไปสามปี แล้วมาเจอพี่คนหนึ่ง จน ได้ออกอัลบั้มทุกอย่างก็เปลี่ยนไป…

ชื่อสิงโต ?นี่คุณยายผมเป็นคนตั้งให้ ไม่ได้มีพี่สาวหรือน้องชายชื่อกระต่ายหรืออะไรอย่างอื่นอีก ตอนเด็กๆนี่ผมขี้อายนะ ขาสั่นมากเวลาต้องออกไปร้องเพลงหน้าชั้นเรียน ทุกวันนี่ก็ยังอายเลยก่อนขึ้นเวทีนี้ประหม่ามาก พอเริ่มเล่นกีตาร์ร้องเพลงไปสักพักทุกอย่างก็จะเป็นอารมณ์ของมันเองเป็นไปโดยอัตโนมัติ…เพลงแรกที่ผมเล่นกีตาร์ได้นี่จำได้เลย เพลงของเต๋าสมชาย ต่อมาก็เล่นเพื่อชีวิต ผีโรงเย็นของพี่ปู(พงษ์สิทธิ คัมภีร์) เพลงของน้าหมู(พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ)นี่ผมเล่นได้นะผมเป็นคนชอบเพลงpop ฟังง่ายๆ จับต้องได้ ไม่ต้องระดับเทพ แบบนั้นไม่เอา เรามันพวกpopไม่ได้เจือปนอะไรมากมาย บอดี้สแลมแม้ว่าดนตรีจะร็อคแอนด์โรล แต่เนื้อหานี่ผมว่าpopมากเลย ผมชอบนะ! ผมอยู่วงการนี้มานานแต่ไม่เคยต้องไปออดิชั่นที่ไหนเลย ผมเป็นคนดนตรี อยากเล่นดนตรี มีคลื่นทะเล มีกลิ่นของทะเล ผมใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานจากครั้งแรกที่เล่นดนตรีได้เงินหนึ่งร้อยยี่สิบบาท บางคนอาจจะมองว่าน้อยแต่สำหรับผมแล้วมันยิ่งใหญ่ครับ … มีคนเคยบอกว่าดนตรีนี่แก่ๆไปอายุมากขึ้นก็หมดเวลาผมว่าไม่จริง ผมคนนึงล่ะจะเล่นไปจนกว่ามันจะ… !

Ukuleleนี่บางครั้งผมก็เบื่อมันนะ มีอยู่ครั้งนัดไปสัมภาษณ์พอถ่ายภาพตากล้องถาม “ อ่าวสิงโตไม่ได้เอากีตาร์ตัวเล็กๆมาเหรอ” ผมบอกครับ เค้าบอกไม่เป็นไร เตรียมมาให้พร้อมแล้ว คุณว่ามันฮามั้ย! กลายเป็นว่า Ukuleleเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว …Ukuleleตัวแรกนี่ซื้อมาพันเดียว ตอนอยู่ทะเล หากต้องเดินทางไปเล่นริมหาดนี่เอากีตาร์ตัวใหญ่ๆ ดูเก็กไป!แบบว่ามันเยอะ! อะไรแบบนั้นเลยซื้อไว้ ครั้งแรกที่เห็นนี่ก็ในหนังเรื่อง50 First Dates …นั้นคือการเริ่มต้นในSurf Music ของผม…ใครจะว่าผมเหมือนjack johnsonก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ไปนั่งเถียงต่อให้เรื่องมันยาว หากคิดว่างานผมเป็นงานก็อปปี้หรืออย่างไร คุณเล่นดนตรีของเค้า ทุกคนจับคอร์ดC แสดงว่าไป ก็อปเค้าหมดเลยดิ ต้อง แยกให้ ออก นะครับ!

ผู้หญิงในทรรศนคติของผมนี่ อืม!...น่าจะเป็นแบบว่าworking women ผู้หญิงตั้งใจทำงานจริงจังและซีเรียสกับงาน

ผมว่าผมเป็นโรคจิตนะ ชอบผู้หญิงดุดุ แต่ผมว่า ผู้หญิงทุกคนมีมุมที่ดุนะ แต่บังเอิญว่า ผมชอบผู้หญิงที่ดุมากๆ เอาผมอยู่… คอยเอาใจใส่ ผมชอบผู้หญิงดุครับ ดุเหมือนสิงโต…


สัมภาษณ์ เด็กเหนือ


ย้อนแยงสุนทรียะและสหาย... เราไม่ใช่ศิลปิน เราเพียงแค่นักยั่วยุจินตนาการ


พูดถึงย้อนแยง?

ย้อนแยง คือ ถอยออกมามอง แย้งเป็นภาษาคำเมือง อยากให้ถอยออกมามองศิลปะกันบ้างรูปแบบเป็นบริษัทเล็กๆมีสิบเอ็ดสมองเพื่อใช้กับงานชิ้นเดียว


ก่อตั้งมานานแค่ไหน?

19 พค นี้ครบสองปีครับ เริ่มทำที่เชียงใหม่เปิดตัวน้ำจิ้มก่อนเสนอproductมียามมายืนเฝ้าใช้ยามจริงๆ

ทำปาร์ตี้มีอ่างน้ำพุ มีดีเจมาเปิดเพลง จุ๋ยจุ๋ยมาร้องเพลง เป็นmodelเล็กๆทำซอสแจกมีlimousineและพริตตี้อีกหกคน


ทำไมต้องต่อท้ายว่าสหาย?

ไม่มีสิงใดสำคัญกว่ามิตรภาพ เพื่อนกัลยณมิตร สำคัญกว่าอะไรทั้งสิ่นเราว่ามันยิ่งใหญ่กว่าศิลปะอีก



ใครจะมาเป็นเพื่อนกับย้อนแยงได้บ้าง?

...ใครก็ได้ที่คุยกันรู้เรื่อง เราไม่สนใจว่าคุณต้องเป็นศิลปิน เพราะความเป็นมนุษย์ ทุกคนมีหน้าที่ และทุกคนคือนักสร้างสรรค์ เราเชื่ออย่างนั้น สหายของพวกเรามีตั้งแต่นักการเงิน สัตวแพทย์ ดีไซน์เนอร์

ปฎิมากร ทนายความ พ่อครัว ฯลฯ ผู้ชายล้วนๆกำลังเปิดรับสมัครคนสวยๆha ha ha


มีสหายก็ต้องมีศัตรู?จริงมั้ย

ไม่มีใครกล้าหรอกครับ เรากวนตีน สนุกสนานอำเก่งเป็นกลุ่มซะขนาดนี้ พวกเราดูน่ากลัวนะทั้งที่หัวใจอ่อนโยน!!! !


งานศิลปะที่ย้อนแยงยังไม่ได้ทำและอยากจะทำ?

มีอีกเยอะครับ สองปีที่ผ่านแค่รื้องานมานำเสนอ งานที่ตกค้างจากอดีต


ก่อนที่จะลงมือทำงานต้องมานั่งประชุมกันหรือไม่เพราะรูปแบบเป็นบริษัท?

ใช่... เราจัดปาร์ตี้เล็กๆของเราและประชุมกัน คุยกันไม่มีระบบการตัดสินใจใช้fellingจากโลกศิลปะ



แรงบันดาลใจ?

อยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆบ้าง เรารับมาทั้งชีวิตแล้วหน้าที่ของเราคือ สร้างให้คนอื่นๆบ้าง


นอกจากศิลปะแบบที่ทำกันยังสนใจดนตรี?

ใช้หน้ากากที่ออกแบบมาจากศิลปินมีชื่อเสียง แล้วทำเพลงเอง ร้องกันเอง แต่งเอง และขายเองโชคดีเรามีนักดนตรีอาชีพทุกอย่างเลยราบรื่น

ที่ทำดนตรีนี้บ้างครั้งงานที่ทำทุกอย่างมันมีกรอบ,และมีกำแพงของตัวมันเอง เราอยากพังทลายผนังของคำว่าพิพิธภัณฑ์ เราหาแรงบันดาลใจจากโลกของศิลปะโดยศิลปะ บาง อย่างมันเป็นสิ่งสมมุติ ดนตรีนี้โลกของความจริงไม่ต้องตีความอะไรมันมากมาย การสร้างสรรค์มันต้องใช้ในการดำรงชีวิตได้ด้วย ไม่จำเป้นต้องไปขายภาพเขียนอย่างเดียว


แนวเพลงของพวกคุณคือรูปแบบใด?

เรากำหนดไว้แล้วคือ ROCK SEX CONCEP&WISKEY !?!?!? มันคือชีวิตของพวกเรา


ย้อนแย้งคือผู้สร้างงานและผู้เสพคือใคร?

บริษัทย้อนแยง คือคนสร้างงาน เราทำชีวิตจริง สาธารณะจริงไม่ได้อยู่ในพิพิธภัณฑ์อย่างเดียว มีคนเสพจริงๆและไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องหรือมีพื้นฐานทางศิลปะ

มาก่อน เขามากินราเมงอร่อยๆ เข้ามากินโอโคโนมิยากิมาอยู่หน้าบาร์มาซื้อเสื้อผ้าไม่มีกำแพงและเราก็เอาผลกำไรตรงนี้มาทำงานศิลปะมาเป็นทุนหมุนเวียน


ทำไมถึงชอบราเมง?แฮงค์คอแห้งหรือว่าอะไร?

ก่อนจะอยู่เชียงใหม่ไปอยู่ที่โอซากา ญี่ปุ่น พอประสบความสำเร็จด้านธุรกิจแล้วนี่... มันมีเรื่องที่ค้างคาใจคือเรื่องของศิลปะ อยากเป็นจิตรกรแต่ท้ายสุดก็มาทำแบบที่เห็น ไร้รูปแบบไร้สไตล์แต่ไม่ได้ไร้สาระ...


เหตุผลที่รักศิลปะ?

เรียนศิลปะมา เราเลยมาทำสุทรียะ พวกเราไม่ใช่ศิลปินแต่เป็นนักยั่วยุจิตนาการ


ย้อนแย้งมองศิลปินรุ่นใหญ่กับรุ่นใหม่แตกต่างกันอย่างไร?

คือโลกหมุนตลอดเวลา...โลกอันซับซ้อนถักทอ...อย่างโลเลหล่อ สะอาดพูดจาดีไม่อหังการมีไอเดียโลดแล่น

อย่างรุ่นใหญ่บางคนเค้านักเรียนนอกยังติดสัญญากับฮิปปี้ เขาติดรสนิยมพวกนั้น...


พอใจแค่ไหนในผลงาน?

เราทำเรื่องจริงไม่ได้ทำเพื่อความพอใจ เราอยู่กับความจริงที่มีชั้นเชิงทางศิลปะ

รากำลังมีงาน เชียงใหม่ นาว!ระหว่างวันที่ 7 เมษายน – วันที่ 18 มิถุนายน 2554

ณ ห้องนิทรรศการชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ต้องขอบคุณ อังกฤษ อัจฉริยโสภณ

และขอเชิญทุกท่านครับ...








80%

นี่เค้าวิจัยกันมาแล้วจากสถิติ แปดสิบเปอร์เซนต์ มนุษย์อย่างเราๆ(ทั้งสองเรา)รวมทั้งมึง กู อิชั้น ดิฉัน แก ไอ แอนด์ยู เค้า ตัวเอง เธอ หมูอ้วน ...ชอบทิ้งบล็อคนานเกินหกเดือน เหตุการณ์เ้หล่านี้คือเรื่อง จริงๆใช้หรือไม่!!!ถามใครวะ เออจริงสิค่ะ
ไม่ได้แปลกใจอะไรมากมายหรอกข้างล่างยังสวัสดีปีใหม่กันข้ามปี !!!
โอ้โห้...เด๋วค่อยเข้ามาเขียน เด๋วว่าจะเขียน เสียงเหล่านี้ยังกึกก้องในหัวสมอง...นานขนาดนี้เลยเหรอที่เราละเลยเฉยชา นึกย้อนอดีตไม่ได้ติดงานติดการหรือออกทะเลไปดาวอังคารหรือเดินแบบที่มิลานข้ามปีอะไรขนาดนั้น...โทษใครดีวะ มนุษย์ไม่ชอบโทษตัวเอง โทษเวลาแล้วกันที่เดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไปยอมหยุดแวะทักทายสิ่งใด..นึกย้อนหลังหนึ่งปีไปไหนมาเด๋วเอามาเขียนชดใช้กันให้หมด สารภาพว่ากลัวจะทำไม่ได้อย่างที่เขียนตรงบรรทัดนี้แล้วหายไปอีกสามสี่ปีเรื่อง มันจะยุ่งกันไปใหญ่

เอาเป็นว่าแปดสิบเปอร์เซนต์ต่อไปนี้จะเขียนให้มากกว่าเดิม ว่าแต่แปดสิบเปอร์เซนต์ที่จะต้องเขียนจะเขียนเรื่องอะไรดี ให้มัน โดนใจตัวเอง ...แล้วมาว่ากัน